การทำซีสเค้ก (Cheesecake)

การทำซีสเค้ก (Cheesecake) วัตถุดิบที่ต้องเตรียม สปันจ์เค้กวานิลลา ครีมชีส (พักให้หายเย็น) 250 กรัม เนยสดชนิดเค็ม 75 กรัม น้ำตาลไอซิ่ง 75 กรัม ไข่ไก่ (เบอร์ 3) 2 ฟอง วานิลลาชนิดน้ำ ½ ช้อนชา น้ำมะนาว ½ ช้อนชา เนยสดชนิดเค็มและน้ำตาลทรายขาวสำหรับเตรียมพิมพ์ น้ำเปล่าสำหรับรองถาด

สูตรการทำน้ำจิ้มหมูกระทะ

สูตรการทำน้ำจิ้มหมูกระทะโดยใช้ซอสมะเขือเทศและซอสพริก วัตถุดิบที่ต้องเตรียม ซอสมะเขือเทศ 1 ถ้วย ซอสพริก ¾ ถ้วย ซีอิ๊วขาว ¼ ถ้วย เต้าหู้ยี้สีแดงขนาดกว้าง 1 นิ้ว ยาว 1 นิ้ว บี้ 1 ก้อน น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น ½ ช้อนชา ผงพะโล้ ½ ช้อนชา งาขาวคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ

สูตรอาหาร: หอยเชลล์ผัดพริกแกง

ส่วนผสม เนื้อหอยเชลล์ประมาณ 500 กรัม ควรใช้หอยเชลล์ญี่ปุ่นหรือหอยเชลล์ตัวใหญ่ น้ำพริกแกงแบบเผ็ด 1 ช้อนโต๊ะ (สามารถใช้เครื่องปั่นทำพริกแกงได้) ขิงอ่อนซอยด้วยมีดสไลด์ 1 ต้น หอมหัวใหญ่หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ลูก พริกหวาน แดง เขียว หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ปริมาณตามใจชอบ น้ำตาลทราย ปริมาณตามใจชอบ เกลือ ปริมาณตามใจชอบ

วิธีการทำถั่วเขียวนึ่ง และเต้าทึง

วิธีการทำถั่วเขียวนึ่ง ส่วนผสม ถั่วเขียวซีกแช่น้ำ ประมาณ 4 ชั่วโมง วิธีทำ นำผ้าขาวบางปูที่ลังถึง นำถั่วเขียวที่แช่น้ำแล้วเทใส่ในผ้าขาวบาง นำไปนึ่งจนถั่วเขียวด้วยซึ้งนึ่งจนสุก ยกลงตักใส่ภาชนะ วิธีเสิร์ฟเต้าทึง เต้าทึงร้อน นำถ้วยใส่เครื่อง จะมีถั่วแดงต้มน้ำตาล ลูกเดือยต้ม สาคูเม็ดใหญ่ต้ม เม็ดบัวต้มน้ำตาล แปะก๊วยต้มน้ำตาล ลูกพลับแห้ง พุทราจีนเชื่อม ถั่วเขียวนึ่ง ราดด้วยน้ำลำไยร้อน พร้อมเนื้อลำไย รับประทานร้อน เต้าทึงเย็น นำถ้วยใส่เครื่อง จะมีถั่วแดงต้มน้ำตาล ลูกเดือยต้ม สาคูเม็ดใหญ่ต้ม เม็ดบัวต้มน้ำตาล แปะก๊วยต้มน้ำตาล ลูกพลับแห้ง พุทราจีนเชื่อม ถั่วเขียวนึ่ง ราดด้วยน้ำลำไยเย็น พร้อมเนื้อลำไย พร้อมน้ำแข็งบดละเอียดด้วยเครื่องทำน้ำแข็งใส เสิร์ฟทันที

วิธีการเก็บรักษาใบชา

ใบชาแห้งจะดูดซับความชื้นและกลิ่นได้ง่าย ซึ่งมีผลต่อรสชาติและกลิ่นของใบชาอย่างมาก จึงควรเก็บใบชาให้ถูกวิธี ด้วยการเก็บไว้ในภาชนะมีฝาปิดสนิท ไร้กลิ่น เช่น กระป๋องโลหะ และไม่ควรเก็บใบชาในภาชนะพลาสติก เพราะใบชาจะดูดกลิ่นพลาสติกเข้าไปจนทำให้เสียรสชาติ ไม่ควรเก็บชาหลายชนิดไว้รวมกัน จะทำให้กลิ่นปะปนกัน รวมถึงไม่ควรเก็บใบชาไว้ใกล้กับเครื่องหอม เครื่องเทศ หรือส่วนผสมต่างๆ ที่มีกลิ่นแรง เพราะใบชาจะดูดกลิ่นเหล่านั้นเข้ามาด้วยเช่นกัน

เทคนิคการชงชาให้อร่อย

การดื่มชาให้อร่อยนั้น นอกจากต้องรู้จักเลือกชนิดของชาแล้ว ขั้นตอนการชงชาเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้และพิถีพิถัน จึงจะสามารถลิ้มรสชาติแท้ๆ ของชาได้มากที่สุด โดยมี 5 เทคนิคที่ควรจดจำ ดังนี้

สรรพคุณของชา

นอกจากเสน่ห์จากกลิ่นหอมและรสชาติเฉพาะตัวองชาแต่ละชนิดแล้ว ในใบชายังมีสารที่ดีต่อสุขภาพและมีสรรคุณทางยา ดังนี้ คาเทชินพอลิฟีนอล (Catechin Polyphenol) เป็นสารที่พบมากในชาเขียว มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และลดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก เมื่อนำไปใช้ร่วมกับการฉายแสงในผู้ป่วยมะเร็งจะช่วยลดอัตราการเสียหายของเซลล์ รวมทั้งช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย ชาขาวมีกระบวนการผลิตสั้นกว่าชาเขียว จึงทำให้มีค่าของสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าถึงสามเท่า กาเฟอีน (Caffeine) ถ้าบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมจะเป็นสารช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง เสริมการทำงานของหัวใจและไต นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะและขยายหลอดลมได้ดี แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจและเด็ก หรือถ้าต้องการดื่ม ควรเลือกชาสกัดกาเฟอีนแทน แทนนิน (Tannin) เป็นสารที่พบมากในใบชา ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักใบชาที่ใช้ชง จึงทำให้ใบชามีรสฝาด มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันฟันผุ บรรเทาอาการท้องเสีย เพิ่มความยืดหยุ่นแก่กล้ามเนื้อหัวใจและผนังหลอดเลือด เหมาะกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าหากดื่มน้ำชาในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ท้องผูก นอกจากนั้นในใบชายังมี ทีอะนีน (Theanine) ที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาท แคโรทีนนอยด์ (Carotenoid) ที่เป็นโปรวิตามินเอตามธรรมชาติ ช่วยในการมองเห็น รวมถึง คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ที่ช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย และโปรแอนโทไชยานิดิน (Proanthocyanidin) ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระ และชะลอความแก่ เป็นต้น

ชาต่างๆ มีกี่ชนิดบ้าง

ชื่อเรียกและลักษณะของชาจำนวนมากในท้องตลาดได้มาจากชาต้นเดียวกัน คือ ต้นคาเมลเลีย ซิเนนซิส (Camellia Sinensis) เพียงแต่นำไปผ่านกระบวนการผลิตแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้หากจำแนกชนิดของชาตามกระบวนการผลิตชา จะแบ่งได้เป็น 6 ชนิด ได้แก่

วัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศต่างๆ

จากการเดินทางอันแสนยาวนานของชา ผ่านภูมิประเทศ ผู้คน และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มชาอันเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล การดื่มชาจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะการลิ้มรสชาเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การบ่ม และการชงชา ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมการดื่มชาของโลกจึงแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้

ประวัติของชา

จากบันทึกเอกสาร และคำบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของชา กล่าวว่า จีนเป็นประเทศแรกของโลกที่ค้นพบใบชา เมื่อราวสองพันปีก่อนคริสตกาล ด้วยเหตุบังเอิญ เมื่อครั้ง “เสินหนง” ผู้ปกครองในยุคแรกของจีนเสด็จประพาสป่า ขณะนั่งดื่มน้ำร้อน มีใบไม้ชนิดหนึ่งร่วงลงในถ้วย เมื่อทรงดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า จึงได้นำมาแจกจ่ายให้กับข้าราชบริพาร ต่อมาเป็นที่นิยมดื่มและเพาะปลูกอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นวัฒนธรรมการดื่มชาที่อยู่คู่ชาวจีนตลอดมา ทำให้ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ส่งออกใบชามากที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ในยุคที่จีนติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ ชาและวัฒนธรรมการดื่มชาได้เผยแพร่ไปในหลายประเทศทั่วโลก ในปีคริสต์ศักราช 1191 พระชาวญี่ปุ่นไปศึกษาธรรมะที่ประเทศจีน และได้ลิ้มรสชาจีนจนรู้สึกติดใจ จึงนำเมล็ดชากลับมาปลูกที่บ้านเกิด จนมีการพัฒนากรรมวิธีการปลูกชา การบ่มชา และวัฒนธรรมการดื่มชาแบบญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ชาที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มมากที่สุดคือ ชาเชียว